ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ


สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 06/05/2553
ปรับปรุงเวบเมื่อ 24/07/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 455


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (455)
 Koi (ปลาจัด Sale)
 ปลาคาร์ฟ พร้อมจำหน่าย
 รูปปลาคาร์ฟ ณ บ้านปลาคาร์ฟ(ณิชาดา)
 อาหารปลาคาร์ฟ และยารักษาโรค
 อุปกรณ์สำหรับระบบกรอง
 งานบริการ
 ปลาคาร์ฟโชว์
 ปัญหา นานา ปลาป่วย
ทริบเทคนิค ยารักษา
 Picture History Koi Show ประวัติรูปปลาคาร์ฟ
 สินค้าฝากขาย
 มาเป็นคู่ถูกกว่า



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ



แบบสอบถามออนไลน์
สอบถามข้อมูล และสินค้าที่ร้าน






บทความ
การกักโรคปลา (อ่าน 10902/ตอบ 0)
เรื่องเล่าเช้าวันเสาร์  ---   การกักโรคปลา ( ไปทำไม ? ยุ่งยาก)


ลูกชาย
" พ่อครับ ผมซื้อปลาคาร์ฟตัวใหม่มา ตัวโตมากเลย สวยด้วยครับ "

พ่อ        " ดี เราจะได้มีปลาครบทั่ง 14 ตัวสักที  เลี้ยงมาตั้งหลายปีแล้วไม่ยังครบ    เลย"

  
 เป็นคำพูดสุดท้ายของชายผู้เป็น พ่อ หลังจากนั้น 3 วันปลาในบ่อเริ่มทยอยตายลงที่ละตัว สองตัวจนหมดบ่อ

พ่อ     "ไม่เลี้ยงแล้ว ! เบื่อ เซ็ง "


อีกหนึ่งอาทิตย์ต่อมา สองพ่อลูกไปซื้อปลามาลงบ่อใหม่


ลูก "เดี่ยวผมจะเลี้ยงอย่างดีเลย 9 ตัวนี้พอแล้วสวยกำลังดี"

7 วันให้หลัง           ปลาตายหมดบ่อ
พ่อ  " ไม่เอา แล้วนะลูก ไม่เลี้ยง อีกแล้ว เดี่ยวตายอีก พอกันที 

สามเดือน ผ่านไปไวเหมือนโกหก 


พ่อ "เอ้ย ! พ่อได้ โชว่า มาใหม่ แดงสุดยอดเลย ดำเป็นดำ โครงสร้างเยี่ยม"

ว่าแล้วก็ปล่อยลงบ่อไป

                                                                                    จบ........



           จริง ๆแล้วถึงไม่จบ ก็คงเดากันได้นะครับ มันก็จะไปวน ซ้ำข้างบนอยู่ดีไม่มีวันจบ เป็นอย่างนี้ไปตลอด เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ตามมาหลังจากมี ปลาคาร์ฟตัวใหม่ เข้ามา ก็คือการกักโรค (ที่ถูกต้องนั้นเอง)

            อ้าว ! เดี่ยวก่อน คนขายบอกว่ากักโรคให้แล้วนี้ ทำไมต้องกักอีกละ ............เอาละ สมมุติว่าปลาไม่มีโรคเลยก่อนซื้อมา บางที่ ปลาคาร์ฟของเราอาจ ถูกเลี้ยงในที่หนาแน่น ตอนขนส่งจาก ฟาร์มมาบ้านใช้เวลานาน อาจมากกว่า สี่ ชั่วโมงบางทีถึง สิบกว่า ชั่วโมง
ขณะที่อ็อกซิเจนลดลง และคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น อาจมีพิษของแอมโมเนียและไนไตร์ท ตกค้างได้ ทำให้ปลาคาร์ฟของเราเริ่ม อ่อนแอลง เหมื่อนตอนเราอยู่ในที่ ที่มีอากาศน้อย เราอาจเป็นลมได้ง่าย พอเรากลับมาเราก็ปล่อย ลงบ่อเลย ฉะนั้นปลาคาร์ฟที่มาใหม่ ก็อาจจะติดเชื้อได้ง่าย และเนื่องจากปลาเครียด หลายอย่างสะสมกันไปมากขึ้น ทำให้ปลาคาร์ฟของเรา อ่อนแอ ภูมิคุ้มกันโรคต่ำลง ทำให้ ปลาคาร์ฟ ของเรา เกิดโรคขึ้นได้

            และในมุมมองอีกอย่าง ปลาคาร์ฟที่เราได้มาใหม่ เขามาจากบ่ออื่น น้ำแบบอื่นไม่เหมื่อนกันใน สถาพแวดล้อมไม่เหมื่อนกัน จำเป็นต้องปรับสถาพแวดล้อมให้ ปลาคาร์ฟ ชินกับ บ่อปลาคาร์ฟของเราด้วย
        การกักโรค ของปลาคาร์ฟนั้น มีหลายแบบหลายอย่าง และหลายตำรา เพราะฉะนั้นการบอกว่า แบบนั้ถูกแบบนั้นผิด นั้นเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นเลยขอบอกว่านี้เป็นการกักโรค ของปลาคาร์ฟ รูปแบบหนึ่งเท่านั้นเองครับ

-อันดับแรกเลย จะกักโรคปลาคาร์ฟต้องมีที่เลี้ยงปลาคาร์ฟเสียก่อน (อ้าว!) หมายถึงที่ ๆจะกักปลาคาร์ฟไว้เป็นอิสระไม่รวมกับปลาคาร์ฟตัวอื่น ๆที่เลี้ยงอยู่ก่อน ในที่นี้แนะนำ บ่อผ้าใบสำหรับกักปลาโดยเฉพาะ เพราะว่าปลาคาร์ฟมาใหม่ จะตื่นบ่อง่าย อาจจะกระโดดพุ่งชน อ่างก็ได้ ถ้าเป็นอ่างผ้าใบจะไม่ทำ ให้ปลาคาร์ฟ เป็นอัตรายได้

   -ต่อมา ปั้มอ็อกซิเจนครับ แนะนำขนาดพอเหมาะ แบบน้อยๆไม่เอานะครับ ถ้าน้ำ ห้าร้อย ลิตร เอา อ็อกซิเจนแบบมากกว่า 20 ลิตรต่อนาทีไปเลย เนื่องจากปลาคาร์ฟของเรา อ่อนแอจากการเดินทาง ต้องการอ็อกซิเจนมากๆ เหมือนเวลาเราเหนื่อย ๆ มาก เราก็ต้องการ อ็อกซิเจนเหมือนกัน

   -ดูเหมื่อนแค่นี้ก็พอแล้วสำหรับอุปกรณ์กักโรค ปลาคาร์ฟของเรา แต่แนะนำ (อีกแล้ว) ถังกรอง+ปั้มน้ำครับ เวลาคนส่วใหญ่กักโรคปลาคาร์ฟ ไม่นิยมใช้ถังกรองกันนัก แต่ถังกรองมีคุณสมบัติที่เหมาะสมมากครับ เนื่องจาก มันจะคอยกวาดของเสีย ของปลาคาร์ฟให้ และยังดูดเอาพวกของทีไม่้องการออกไปทิ้ง ในตอนใส่ยาจะมีของเสียมาก การใช้ถังกรองร่วมกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำจะได้ผลดี เป็นอย่างมาก
      
ตอนนี้เมื่ออุปกรณ์ครบเราก็ ใส่ปลาคาร์ฟ ของเราไว้ในบ่อ หาฝาคลุมด้วยครับ กันกระโดดด้วยครับ

****ใน สองวัน แรกเราอาจปล่อยปลาคาร์ฟของเราไว้ในบ่อโดยไม่ต้องใส่อะไรเลยก็ได้ครับ หรือเราจะใส่เกลือลงไปในปริมาณ สองกิโลต่อน้ำหนึ่งตันก็ได้

****วันที่ สาม เปลี่ยนถ่ายน้ำ สามสิบเปอร์เซนต์

****วันที่ สี่ เปลี่ยนถ่ายน้ำอีก สามสิบเปอร์เซนต์

****วันที่ ห้า เปลี่ยนถ่ายน้ำอีก สามสิบเปอร์เซนต์ และใส่ยาตามความต้องการ เลือกได้ ระหว่าง ด่างทับทิม ( 2 กรัมต่อน้ำหนึ่งตัน) หรือ ฟอร์มาลีน (25 cc ต่อน้ำหนึ่งตัน) หรือ คลอรีน (3 กรัมต่อน้ำหนึ่งตัน)อันหลังนี้ไม่แนะนำครับ แต่แล้วแต่ความชำนาญ

****วันที่ หก ไม่ต้องทำอะไร

****วันที่ เจ็ด เปลี่ยนถ่ายน้ำ สามสิบเปอร์เซนต์ และล้างกรอง

 ****วันที่ แปด ใส่ยา ดิบเทอร์แรกซ์ หรือดีมีลีน แนะนำใส่ปริมาณน้อยก่อน (0.3-0.5 กรัมต่อน้ำหนึ่งตัน) แต่ถ้าต้องใส่ปริมาณมากกว่านี้ก็แล้วแต่ความ ชำนาญ

****วันที่ เก้า ไม่ต้องทำอะไร

****วันที่ สิบ เปลี่ยนถ่ายน้ำสามสิบเปอร์เซนต์ และล้างกรอง

****วันที่ สิบเอ็ด ใส่ยาตามความต้องการอีกรอบ เลือกได้เหมือนเดิม ระหว่าง ด่างทับทิม ( 2 กรัมต่อน้ำหนึ่งตัน) หรือ ฟอร์มาลีน (25 cc ต่อน้ำหนึ่งตัน) หรือ คลอรีน (3 กรัมต่อน้ำหนึ่งตัน)

****วันที่ สิบสอง ไม่ต้องทำอะไร

****วันที่ สิบสาม เปลี่ยนถ่ายน้ำสามสิบเปอร์เซนต์ และล้างกรอง

****วันที่ สิบสี่ ใส่เกลือลงไป สี่กิโลต่อน้ำหนึ่งตัน

****วันที่ สิบห้า ถ่ายน้ำออก ห้าสิบเปอร์เซนต์ พร้อมนำน้ำในบ่อที่เราจะเลี้ยงปลาคาร์ฟของเราใส่แทนน้ำใหม่และนำปลาจากบ่อใส่ลงไป สองตัวเลี้ยงรวมกันด้วย

****วันที่ สิบหก ถ่ายน้ำออก ห้าสิบเปอร์เซนต์ พร้อมนำน้ำในบ่อเติมอีกรอบ

****ตอนนี้เลี้ยงต่อประมาณ สามถึงสี่วันถ้าไม่มีอาการผิดปกติก็ใส่ปลาลงบ่อได้เลยโดยในแต่ละวันให้เปลี่ยนถ่ายน้ำจากในบ่อเลี้ยงด้วยทุกวันนะครับให้สังเกตุดูปลาป่วยด้วย

ในขั้นตอนการกักโรค การให้อาหารปลาคาร์ฟของเรานั้น เป็นการเพิ่มของเสียให้แก่บ่อปลาเรา จึงไม่จำเป็นต้องเลี้ยงปลาก็ได้ ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ในหน้าหนาวเขาจะไม่เลี้ยงปลาเลย ตลอดหน้าหนาวลากักของเราเป็นช่วงสั้นๆ กว่ามากไม่จำเป็นต้องให้อาหารเลยครับ
     อย่างที่กล่าวไว้ในขั้นต้นนะครับ ว่านี้เป็นเพียงวิธีรูปแบบหนึ่งที่ใช้ในการกักโรค ของปลาคาร์ฟ ยังมีอีกหลายวิธี ที่แตกต่างกันออกไปอีก ทั้ง เวลา และอุปกรณ์ที่ใช้เลือกได้ตามความชำนาญเลยครับ





© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.